RSS
 

สถาีนีกาแฟ “ร้านกาแฟของเพื่อน”

16 ก.พ.

สถานีกาแฟ

ร้านกาแฟยี่ห้อไทยๆ คัดสรรเมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกที่ดีที่สุดในเมืองไทย สร้างสรรค์เป็นเครื่องดื่มที่อาจเรียกได้ว่าฟ้าประทาน และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนไปแล้วทั่วโลก  “มาตรฐาน ใส่ใจชง ตั้งใจตวงทุกแก้วเพื่อคุณ” คือ สโลแกนของสถานีกาแฟ พิสูจน์ให้เห็นในทุกๆ วันสำหรับการเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่ง  การเดินทางที่ไม่หยุดหย่อนเพื่อชิมกาแฟและรู้จักทักทายเจ้าของร้านกาแฟทั่วประเทศ ทำให้เข้าใจอย่างแจ่มชัดว่าการมีร้านกาแฟโดยการซื้อแฟรนด์ไชส์นั่นแสนง่ายในขณะเริ่มต้น  แต่เป็นเรื่องยุ่งยากและท้อแท้ในยามต้องจัดการอะไรต่อมิอะไรหลังจากนั้นด้วยตัวเอง เพราะเจ้าของแฟรนไชส์กาแฟส่วนใหญ่ของไทย ยังใหม่เกินกว่าที่จะดูแลคนทำร้านกาแฟในแบรนด์ของตนได้อย่างมีมาตรฐานที่แน่นอน ร้านกาแฟสไตล์ทำเอง (ร้านกาแฟอินดี้) จึงเกิดขึ้นมากมายเช่นเดียวกับสถานีกาแฟ ร้านกาแฟง่ายๆ สไสต์ตัวเองที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้


บ่อยครั้งมีคนถามว่าถ้ามีทำเลให้เปิดร้านกาแฟ แต่ในทำเลใกล้ๆ กันมีร้านกาแฟแบรนด์อื่นที่เป็นที่รู้จักอยู่ก่อนแล้ว  จะกล้าไปเปิดใกล้ๆ มั้ย…. ผมตอบแบบไม่คิดมาก..ว่า..ยินดีครับและชอบมากด้วย เพราะเชื่อว่าคนไทยชอบให้โอกาสและลองของใหม่ๆ อยู่เสมอและนั่นก็คือที่มาของสถานีกาแฟ ในห้างเทสโก้โลตัส   ดังนั้นการมีร้านกาแฟยี่ห้อใหม่ๆ ที่อาจจะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ให้ลิ้มลอง เขาเหล่านั้นยินดี  ผมเองก็มั่นใจว่าถ้าได้ต้อนรับกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ในครั้งแรก  ผมจะไม่เสียเขาไปอย่างแน่นอน และจะทำให้พวกเขากลับมาอีก มาเป็นลูกค้าของผม วางใจให้ผมสร้างสรรค์กาแฟที่เขาดื่ม เป็นเพื่อนของผมในที่สุด  เพราะผมจะเตรียมสิ่งที่ดีที่สุด ไว้รอเพื่อนของผมเสมอๆ  และเมื่อเขามา เขาจะได้มากกว่ากาแฟ  ผมสัญญา...


 

จุดเปลี่ยน

28 มี.ค.

จุดเปลี่ยนชีวิตของลูกจ้างมนุษย์เงินเดือน คือการก้าวออกมาทำธุรกิจส่วนตัว หากก้าวออกมาโดยไม่เตรียมตัว ก็เสี่ยงอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าก้าวออกมาหลังใครเพื่อน ก็เท่ากับเริ่มต้นได้ช้ากว่าคนอื่น เพราะตลาด(คนซื้อ)อาจกลายเป็นของคนอื่นไปแล้ว และเมื่อไหร่ถึงจะดีทีุ่สุด ? ไม่มีใครตอบได้อย่างแน่นอน ตัวคุณเองเท่านั้นที่จะบอก…

การเริ่มต้นด้วยหนึ่งธุรกิจ จะนำความคิดคุณไปสู่อีกหลาย ๆ ธุรกิจ เพราะธุรกิจแรกจะสอนบทเรียนให้คุณไปสู่ธุรกิจที่สองได้อย่างไม่รู้ตัว การคิดอย่างมีเหตุผลเกี่ยวกับธุรกิจจะมีมากขึ้น คุณจะกล้าตัดสินใจมากกว่าการนั่งคิดในขณะยังคงเป็นมนุษย์เงินเดือนได้อย่างไม่ต้องสงสัย

ร้านกาแฟสดในสไตล์ของ”สถานีกาแฟ” หนึ่งในธุรกิจที่อยากให้คุณศึกษาดู …Postcoffee.com ขอเป็นแรงใจให้คุณสู้ครับ..

“สถานีกาแฟ” เรามีความตั้งใจเดียวที่จะเป็นร้านกาแฟสไตล์ง่าย ๆ ในแบบที่คุณเข้าถึงให้คุณศึกษา ดังนั้นใครๆ ก็เข้ามาเพื่อรู้จักเราได้ เข้ามาเพื่อรู้จักธุรกิจกาแฟสด และตั้งใจจะเปิดร้านกาแฟในสไตล์ที่ตัวเองอยากให้เป็นมากที่สุด เรายินดี เพราะเรามั่นใจว่าสิ่งที่เรามี เราให้คุณได้อย่างที่เราสัญญา

 

เริ่มต้นอย่างไรกับร้านกาแฟสดของคุณ….

18 มี.ค.

จะเริ่มต้นอย่างไรกับการจะเป็นเจ้าของกาแฟสด สวย ๆ สักร้าน…..

เมื่อคิดจะเปิดร้านกาแฟอะไรๆ ก็ใช่ไปหมด(คิดเอง)จนลืมใส่ใจเรื่องสำคัญ ๆ ไปหลายอย่าง จึงมีไม่น้อยที่ต่อมาก็ประกาศเซ้งร้าน ขายอุปกรณ์ ขาดทุนและเสียความรู้สึกกันไป นักต่อนัก…..

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังจะทำอย่างนั้น ลองอ่านสิ่งต่อไปนี้ดูสักนิดนะครับ
มี 2 ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของร้านกาแฟ ณ ตอนนี้
ปัจจัยภายนอก
ปัจจัยภายนอกที่มีผลมากคือทำเล ซึ่งเราควบคุมไม่ได้(แต่เราเลือกได้) โอกาสดีในการได้ทำเลทองมีน้อยลงทุกๆ วัน และถ้าพบก็มักเป็นของคู่แข่งไปแล้ว จึงมีแต่ทำเลรอง ที่เราต้องใช้กลยุทธ์ กลเม็ดในการทำให้เป็นทำเลทอง(สำหรับเรา)ให้ได้ ประเด็นนี้ต้องพูดกันลึกๆ มากกว่าหน้าบอร์ดนี้
ปัจจัยภายใน
ปัจจัยภายในอยู่ที่เรา อยู่ที่คุณ อยู่ที่ผู้ประกอบการว่าจะสร้างสรรค์และกำหนด ซึ่งประกอบไปด้วยการหาความรู้เกี่ยวกับกาแฟที่คุณกำลังจะทำ สูตรกาแฟที่คุณจะเรียนรู้สำหรับชงให้ลูกค้าของคุณ การเลือกเมล็ดกาแฟ การตัดสินใจซื้อเครื่องบดเครื่องชง การจัดการภายใน ฯลฯ
สองปัจจัยที่กล่าวมานั้นคุณจะจัดการอย่างไร ให้การลงทุนของคุณคุ้มค่าและได้ผลตอบแทนอย่างที่คุณหวัง

เชื่อหรือไม่ว่า “ไม่มีกาแฟร้านไหนอร่อยสำหรับทุกคน” คนกินกาแฟทุกคนไม่มีความเหมือนกันเลยในรสชาติกาแฟที่เขาดื่ม กาแฟที่อร่อยที่สุดของคนๆ นึงอาจไม่อร่อยเลยสำหรับอีกคน ดังนั้นสิ่งที่ร้านของคุณจะมอบกาแฟให้เขาได้ คุณต้องมีมาตรฐานที่จะทำให้ลูกค้าวางใจ
เมล็ดกาแฟต้องมีคุณภาพ สูตรกาแฟที่ชงต้องได้มาตรฐาน เครื่องบดเครื่องชงต้องแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ การจัดการภายในที่ต้องทำให้มั่นใจว่าเจ้าของกิจการจะอยู่รอด(คุ้มค่าการลงทุน)
คุณควรเรียนรู้และเข้าใจสิ่งข้างต้นให้ละเอียดเพื่อประกอบการตัดสินใจเปิดร้านกาแฟสักร้าน

สถานีกาแฟ:Postcoffee
บริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับธุรกิจร้านกาแฟสดครบทุกประเด็นในราคา 3000 บาท
สิ่งที่คุณจะได้รับจากการให้คำปรึกษาของสถานีกาแฟ ประกอบด้วย
- สอนสูตรการชงกาแฟจำนวน 2 ท่าน
- วิเคราะห์ทำเลร้านกาแฟของคุณ
- รูปแบบการตกตกแต่งร้าน
- เทคนิกการเลือกซื้อเครื่องบด เครื่องชง
- การจัดหาอุปกรณ์การชงที่จำเป็นภายในร้าน
- การบริหารจัดการร้าน (Stock และพนักงาน)

สนใจเรียนรู้สูตรกาแฟและคำปรึกษาก่อนเปิดร้านกาแฟ โทร. 089-1169923

 

เคล็ดลับ สถานีกาแฟ

02 ก.พ.

คิดยังงัยถึงเปิดร้านกาแฟ..??

ผมยังคงได้ยินคำถามนี้จากหลายๆคนที่สงสัย แม้ผมจะผ่านจุดเริ่มต้นนั้นมาหลายปีแล้วก็ตาม…
ก็ไม่ได้คิดไรมาก คิดว่าเป็นธุรกิจเสริมจากงานประจำ ที่สำคัญอยากมีเมนูเด่นๆ ของตัวเองในร้านที่ร้านไหนๆ ก็มีกัน แบบว่า เมื่อลูกค้าเดินเข้าร้านต้องถามหา ประมาณว่า what is the best here ? อะไรทำนองนี้เลยแหล่ะครับ และในที่สุดความตั้งใจก็สำเร็จผล การคาดหวังที่จะมีรายได้เสริมจากงานประจำกลับกลายเป็นมีรายได้หลักจากงานเสริมไปซะงั้น
ตลอดเจ็ดปีและย่างสู่ปีที่ 8 ของร้านสถานีกาแฟ ได้ผ่านการพิสูจน์จากลูกค้านับไม่ถ้วนกับสี่สาขาที่มี โดยการจัดการและบริหารร้านโดยเจ้าของคนเดียวกัน ความสำเร็จนั้นเกิดจากการพัฒนาเพื่อเรียนรู้เรื่องการสร้างสรรค์เครื่องดื่มที่กำลังเป็นวัฒนธรรมใหม่ในสังคมไทย ของผู้คนที่มองหาร้านกาแฟเป็นสถานที่ผ่อนคลายและสร้างความสดชื่นให้กับตัวเองในการที่จะยอมจ่ายเพื่อให้ได้เครื่องดื่มที่อร่อยๆ และเชื่อว่าไม่น้อยคนทีเดียวที่บริโภค “กาแฟ” ไม่ต่ำกว่าวันละสองแก้ว และร้านไหนจะเรียกลูกค้าของตนให้เข้าร้านตนได้มากและบ่อยหรือเรียกได้ว่าเป็นที่ประจำก็ต้องจัดหาและสร้างสรรค์เครื่องดื่มที่ถูกใจอย่างที่สุดให้กับลูกค้าให้ได้

สถานีกาแฟก็เป็นหนึ่งในร้านกาแฟที่พัฒนามาตรฐานอร่อยและความถูกใจของผู้ดื่มอยู่ตลอดเวลา แม้จะมีเมนูให้เลือกอยู่หลากหลายแต่เมนูที่ไม่ได้เขียนบนกระดานนั้นกลับกลายเป็นเมนูเด่นมากกว่าเมนูอื่นๆ นั่นก็คือ “เหมือนเดิม” หลายคนอาจไม่ยินชื่อเมนูนี้แต่ถ้าร้านไหนมี นั่นก็หมายถึงลูกค้าได้วางใจร้านคุณไปแล้ว จงเก็บรักษาไว้ให้มั่นเพราะนั่นคือสิ่งวิเศษสุดสำหรับร้านกาแฟหนึ่งร้านเพราะหมายถึงการมีลูกค้าประจำที่เขาวางใจและเชื่อใจในร้านนั่นเอง
เมนู เหมือนเดิมของร้านสถานีกาแฟจริงๆ มีชื่อว่า “ สูตรสถานี” ซึ่งผมกำลังจะเขียนให้หลายคนลองไปทำได้ด้วยตัวเอง

สูตรสถานี เป็นกาแฟเย็นสูตรสำเร็จของร้านสถานีกาแฟที่สามารถลองชิมได้ที่สถานีกาแฟทุกสาขา
วัตถุดิบที่ใช้ 1. กาแฟอราบิก้า 100 % คั่วเข้ม
2.ครีมเทียม
3. น้ำเชื่อม (น้ำตาลทราย+น้ำ)
4. ครีมข้นหวาน Falcon
5. ข้นจืด Falcon

วิธีการชง สกัดเอสเพรสโซ่ 60 มล. ใส่ครีมเทียม 2 ช้อนโต๊ะคนให้ละลายทันที ใส่ไซรัป 15 มล. ครีมข้นหวาน Falcon 15 มล. และเติมข้นจืด Falcon 30 มล. คนให้เข้ากันเทใส่น้ำแข็งหลอดเล็กในแก้วขนาด 16 ออนส์คนให้เข้ากันอีกครั้ง พร้อมเสริฟ ความเข้มของกาแฟและหอมหวานของผลิตภัณฑ์ Falcon ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักที่ทำให้ลูกค้าประทับใจทันทีตั้งแต่จิบแรกที่ดื่ม ลองพิสูจน์กันดูนะครับครับ

ครั้งหน้าจะมานำเสนอชาซีลอนจะประเทศเพื่อนบ้านเมื่อนำมาชงในสูตรของสถานีกาแฟกับผลิตภัณฑ์ Falcon กันต่อครับ…สวัสดี

หากท่านใดสนใจจะศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ลองเข้าไปดูที่นี่ และขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากforemostforlife

 

ดอกกาแฟและผลกาแฟ

16 เม.ย.

ผมเปิดร้านกาแฟกระทั่งถึงปีที่เจ็ดจึงจะมีโอกาสได้เห็นต้นกาแฟ ได้กลิ่นหอมๆ ของดอกกาแฟ รวมทั้งกระบวนการผลิตเมล็ดกาแฟตั้งแต่การปลูกการดูแล การเก็บเกี่ยวและการคั่วกาแฟ

ผมทึ่งเมื่อเห็นดอกกาแฟสีขาวโพลนไปทั้งไร่ดูสวยและหอมมาก เชื่อว่า น้อยคนจะได้เห็นเพราะดอกจะบานเพียงไม่นาน เพียงแค่ไม่กี่สิบชั่วโมงมันก็จะล่วงโรยไป จากนั้นจึงกลายเป็นผลสีเขียวและสีแดงเมื่อระยะเวลาผ่านไปจนพร้อมเก็บเกี่ยว(ทีละเม็ด) ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการแปรสภาพเป็นสารกาแฟและคั่วเป็นกาแฟคั่วพร้อมสำหรับการบดและปรุงเป็นเมนูต่างๆ ในที่สุด

มาติดตามกระบวนการผลิตกาแฟกันสักหน่อย สำหรับคนสนใจที่จะรู้ ที่มาเชิงวิชาการของเรื่องนี้ มาจากหนังสือ “สรรสาระกาแฟ” ของ อ.พัชนี สุวรรณวิศลกิจ นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยเกษตรที่สูง คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ต้นกาแฟที่เริ่มปลูกจากการเพาะเมล็ดจะเริ่มให้ผลผลิตเมื่อมีอายุ 3-4 ปี โดยเริ่มออกดอกสีขาวประมาณเดือนมีนาคม – เมษายน  และติดผลประมาณ 40% ของดอกที่บานระยะที่ยังเป็นผลอ่อนจะมีสีเขียวและแข็ง จนโตเต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยวจะเริ่มมีผลสีแดง หรือสีเหลือง ผิวจะเริ่มอ่อนนุ่ม

ระยะการเก็บเกี่ยวเมื่อผลสุกเต็มที่ประมาณ 6-8 เดือน (อราบิก้า) และ 9-10 เดือนสำหรับโรบัสต้า เนื่องจากผลกาแฟสุกไม่พร้อมกัน การเก็บเกี่ยวจึงต้องอาศัยแรงคนเป็นสำคัญและเก็บทีละเม็ด เพื่อให้ได้คุณภาพกาแฟที่ดีสำหรับกาแฟพร้อมดื่มในแต่ละถ้วย

หลังการเก็บเกี่ยวก็จะเริ่มขั้นตอนการแปรรูป แบ่งออกเป็นสองวิธี ก็คือวิธีแห้งและเปียก

วิธีการแบบเปียกมีวิธีการทำคือ นำผลที่เก็บเกี่ยวล้างทำความสะอาดแยกเมล็ดที่สมบูรณ์และไม่สมบูรณ์ด้วยการแช่น้ำ สังเกตเมล็ดที่จมน้ำและลอยน้ำ เมล็ดที่จมน้ำคือเมล็ดที่มีความสมบูรณ์กว่า นำไปโม่เปลือกออกทันทีในวันที่เก็บเกี่ยว จากนั้นแช่น้ำเพื่อล้างส่วนที่เป็นเมือกซึ่งหุ้มอยู่บริเวณผิวของกะลาสดประมาณสองถึงสามวัน จากนั้นระบายน้ำออก  ล้างให้สะอาดด้วยน้ำเปล่าและแช่น้ำไว้อีก หนึ่งถึงสองวัน ก่อนจะสรงน้ำตากบนลานตากอีก 7 – 10 วัน   ในที่สุดก็จะได้เมล็ดกาแฟที่หุ้มด้วยกะลา พร้อมที่สีเอากะลาออกและไปคั่วเป็นกาแฟพร้อมใช้ต่อไป

วิธีที่สองแบบแห้ง วิธีนี้ค่อนข้างสะดวกกว่าวิธีแรกและเหมาะกับพื้นที่ที่ไม่มีน้ำหรือไม่สะดวกเรื่องแรงงานและสถานที่จำกัด เริ่มจากการตากผลกาแฟที่เก็บเกี่ยวบนลานตาก ให้แห้งสนิท ใช้เวลา 15-20 วัน จากนั้นนำเข้าเครื่องสีเพื่อให้ได้สารกาแฟที่พร้อมสำหรับการคั่วเป็นกาแฟคั่ว จะเห็นว่ากรรมวิธีแบบแห้งมีความยุ่งยากและซับซ้อนน้อยกว่าวิธีเปียกค่อนข้างมาก  การผลิตเมล็ดกาแฟแบบแห้งมีโอกาสที่จะได้กาแฟคุณภาพต่ำกว่าแบบเปียก และกาแฟจะมีกลิ่นและรสที่ต่างไปจากวิธีเปียกเนื่องจากระหว่างการตากรอแห้งสนิทนั้น เป็นการหมักของเปลือกกาแฟที่หุ้มเม็ดกาแฟทำให้มีกลิ่นหมักที่ค่อนข้างชัดเจนกว่าวิธีเปียกรวมทั้งสารกาแฟที่ได้จะมีสีเขียวอมเหลืองชัดเจนกว่า

ทั้งสองวิธี เมื่อแปรสภาพจากผลกาแฟสุก จำนวน 100 กิโลกรัม จะได้สารกาแฟพร้อมคั่วประมาณ 19 กิโลกรัมเท่ากัน  ….ก็แปลกดีเนอะ

 

กาแฟที่แพงทีุ่สุดในโลก

07 เม.ย.

เห็นมาแล้วครับ เห็นมาแล้วกับตาสำหรับกาแฟที่เขาว่ากันว่า แพงที่สุดในโลก สนนราคา
ก็แค่กิโลละ 4-7 หมื่นบาท หรือถ้าจะคำนวณเป็นแก้วก็อยู่ที่ราว ๆ แก้วล่ะ 1600 บาทเท่านั้นเอง…กาแฟที่ว่านี้นำมาแสดงให้ชมและให้ชิมกันในงาน Coffee and tea จัดขึ้นที่ MCC Hall The Mall Bangkapi  ระหว่างวันที่ 18 – 21 ก.พ. 2553  ที่ผ่านมาโดย บริษัทกาแฟดอยช้าง ภายใต้แบรนด์  Just coffee  ซึ่งงานนี้สถานีกาแฟก็ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมชมการแข่งขันบาริสต้ามืออาชีพกันด้วย
เหตุที่มาของกาแฟที่แพงที่สุดในโลก เขาว่ากันว่าแพงเพราะกรรมวิธี
ของการได้มาที่ช่างแสนยากเย็นและมีปริมาณหรือจำนวนที่ค่อนข้างจำกัด สำหรับรสชาติที่ว่ากันว่ารสกลมกล่อมละมุนละไมนั้น ผมยังไม่ได้ลองชิมเพราะไม่ได้อยู่ในเวลาที่เขาจะเปิด ให้ชิม เลยไม่ทราบว่ามันละมุนละไมอย่างที่ว่ากันหรือไม่  กาแฟนี้มีที่มาคือเป็นกาแฟสุกพร้อมเก็บเกี่ยว(แต่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว) ก็ถูกตัวชะมด(สัตว์ขนาดเล็กชนิดหนึ่งมีกลิ่นตัวฉุนมาก) กินเข้าไปและเมื่อระบบการย่อยสลายของชะมดได้ย่อยเปลือกที่อยู่ชั้นนอกออกไปแล้วจะเหลือกะลาที่หุ้มสารกาแฟอีกชั้นหนึ่ง
ทำให้เมล็ดกาแฟซึ่งถูกด้วยกะลานั้นไม่ถูกย่อยไปด้วย ดังเช่นอาหารปกติอื่นๆ ที่มันกิน จากนั้นเมื่อมันถ่ายออกมาเป็นกองๆ (เต็มไปด้วยกะลากาแฟ) มนุษย์หัวใส (ออกจะพิเรนหน่อยๆ) ก็จะเก็บเมล็ดกาแฟที่หุ้มด้วยกะลาเหล่านั้น มาทำความสะอาด และเข้ากระบวนการคั่วบดก่อนชงเป็นเอสเพรสโซ่ให้คนใจถ ึง(เงิน) ได้ลิ้มลองกัน

แต่เดิมกาแฟนี้โด่งดังในประเทศอินโดนีเซีย แต่ที่นำมาให้ชมและชิมในงานนี้นั้น เป็นกาแฟที่อยู่บนดอยช้าง จาก จ. เชียงรายแหล่งผลิตกาแฟชื่อก้องโลกจากเมืองไทยของเรานี่เอง ….

กาแฟดอยช้าง….เรื่องราวที่ประทับใจ

 

ขัดผิวสวยด้วยผงกาแฟ

05 เม.ย.

มีเรื่องเล่าว่า ในปี ค.ศ. 1674 ผู้หญิงอังกฤษต่อต้านการดื่มกาแฟ เพราะเป็นต้นเหตุทำให้เหล่าบรรดาสามี ต่างไปชุมนุมกันที่ร้านกาแฟมากกว่าจะยอมอยู่ติดบ้าน  ทำไมผู้คนถึงชอบ หลงเสน่ห์และรักกาแฟ กันนัก  จากการสำรวจวิจัยพบว่า ธุรกิจร้านกาแ เป็นกิจการในฝันของคนหนุ่มสาวครึ่งค่อนโลก  สาเหตุที่กาแฟเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลก ก็เพราะกาแฟมีกาเฟอีน ซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารกระตุ้นอ่อน ๆ ที่กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง กล้ามเนื้อหัวใจ ระบบการหายใจ การขับปัสสาวะ และช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าได้นั่นเอง

สำหรับสาว ๆ ที่รักการมีผิวสวยแล้วละก็  สามารถนำกาแฟมาบำรุงผิวพรรณได้เป็นอย่างดี

การขัดผิวเป็นเสน่ห์อย่างของสาวเอเชียมาแต่โบราณ ซึ่งมักใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติต่าง ๆ มาขัดผิว

การขัดผิวด้วยกาแฟจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้ผิวสวย เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยที่เป็นคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัวของกาแฟผสมอยู่นั่นเอง  นอกจากนี้กาแฟยังมีคุณสมบัติในการช่วยขยายหลอดเลือด ทำให้การไหลเวียนของน้ำเหลืองซึ่งเป็นระบบการกำจัดของเสียทำงานได้ดียิ่งขึ้น

มีสูตรกาแฟเพื่อผิวสวยมาฝากสาว ๆ  ( เนื้อหาส่วนใหญ่ตรงกับคำบอกเล่าจากปากของผู้ทดลองใช้จริงซึ่งเป็นเพื่อนของผู้เขียนเอง และผู้เขียนก็เป็นฝ่ายสนับสนุนผงกาแฟ )

  1. สูตรสครับกาแฟบริสุทธิ์

โดยการนำผงกาแฟที่บดละเอียด (ผงที่พร้อมใช้ชงกาแฟดื่มนั่นแหล่ะ)  2  ช้อนโต๊ะ ผสมนมสด น้ำผึ้ง ในสัดส่วนที่พอดีสังเกตว่าไม่ข้นเกินไป และไม่เหลวเกินไป จากนั้นนำส่วนผสมที่เข้ากันดีแล้ว นำมาขัดผิววนเป็นวงกลมตั้งแต่ปลายเท้าไล่ขึ้นมาตามลำตัว แขนไหล่ หน้าอก ควรนวดวนไปมาหลายๆ  ครั้ง ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นจึงอาบน้ำล้างตัวตามปกติ ผิวจะสวยเปล่งปลั่ง (อันนี้ผู้เขียนยังไม่เคยพิสูจน์นะ  ผู้เล่าบอกว่าเปล่งปลั่ง ก็เชื่อตามนั้น)

  1. สูตรกาแฟสมุนไพร

คล้ายๆ กะสูตรแรกเพียงเพิ่มส่วนผสมบางอย่างอีกเล็กน้อยก็ได้แก่ โยเกิร์ตรสธรรมชาติ  ไพล (พืชหัวชนิดหนึ่ง) ดินสอพอง  ใส่ส่วนผสมเหล่านี้อย่างละ 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากันแล้วนำมาพอกหน้า พอกตัว (ต่างจากวิธีแรกที่ใช้ขัด) พอกไว้ 10 นาทีค่อยล้างออก ทำสัปดาห์ละครั้งก็พอ  ไม่สวยเด้งให้รู้ไป

  1. สูตรกาแฟผสมเกลือ

สูตรนี้มีเกลือสำหรับขัดผิวมาร่วมด้วย (เกลือทะเลสำหรับขัดผิว) รวมทั้งมีน้ำมันงาและฟองน้ำนุ่ม ๆ  ก่อนขัดผิวต้องราดน้ำจนตัวเปียกชุ่มก่อนเป็นลำดับแรก จากนั้นใช้ฟองน้ำชุบน้ำมันงาแตะตามลำตัวบริเวณที่จะขัด แตะเกลือและกาแฟผงบริสุทธิ์ นำมาขัดเบา ๆมือ ให้ทั่วตัวแล้วค่อยล้างออก

ผิวแต่ละท่านอาจแตกต่างกัน ดังนั้นเมื่อทำแต่ละสูตรที่เขียนไว้แล้ว ต้องหมั่นสังเกตผิวของตนด้วย ถ้าสวยวันสวยคืนแล้วละก็  เตรียมต้อนรับหนุ่ม ๆ หรือระวังคนใกล้ตัวไว้ให้ดี….นะครับ

 

How starbucks save my life

02 เม.ย.

……ทันทีที่ผมได้อ่านบทคัดย่อบนปกหลังเพียงสองสาม นาทีหลังจากหยิบขึ้นมา
เพราะสะกิดใจกับชื่อหนังสือเล่มนี้ ผมตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะอ่านมันให้จบโดยเร็วที่สุด
เพราะในทุกคำบรรยายเต็มไปด้วยความน่าฉงนและน่าติดตาม

…….ไมเคิล เกทส์ กิลล์ ชายผู้มีหน้าที่การงาน(น่าจะ)มั่นคง
มั่งมีและเพียบพร้อม เป็นที่รู้จักของสังคม จบจากสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลก
ถูกไล่ออกจากงานในวัยใกล้เกษียณหลังจากทำงานด้านโฆษณ า
ในตำแหน่งระดับสูงมาเป็นเวลา 25 ปี ด้วยเหตุต้องถูกแทนที่
โดยคลื่นลูกใหม่ คนรุ่นใหม่ ที่หนุ่มกว่า ดูทันสมัยกว่าและน่าจะเหมาะสม
กับงานที่ต้องการแนวคิดใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ชายสูงวัยคนนี้
ต้องเผชิญกับการหย่าร้างและปัญหาครอบครัวจากอดีตภรรย าและลูกๆ
เจ็บป่วยโดยโรคร้าย และไร้งานทำ สูญเงินที่เคยมี ท้อแท้สิ้นหวัง
และหมดหนทาง จนกระทั่งได้รับข้อเสนอจากผู้จัดการร้านสตาร์บัค
ให้ทำงานในร้านกาแฟ การตัดสินใจเป็นพนักงานร้านกาแฟด้วยวัย 62 ปี
มีเจ้านายสาวอายุเพียง 28 ปี และเพื่อนร่วมงานวัยยี่สิบต้น ๆ ในครั้งนั้น
ทำให้ทัศนคติที่เคยมีของเขาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนและม ั่นคง
อย่างไม่น่าเชื่อในเวลาต่อมา จนเป็นที่มาของหนังสือเล่มนี้

….ทัศนคติทั้งด้านบวกและลบ ถูกยกสลับออกมาให้ผู้อ่านได้พิจารณาและตัดสินใจ
ด้วยถ้อยความที่สละสลวยเป็นธรรมชาติ แยกย่อยเป็นรายประเด็นๆ ได้อย่างลงตัว
ไม่มีตอนใดอ่านแล้วน่าเบื่อ หรือไร้สาระเลยสักนิดเดียว ทั้งหมดถูกถ่ายทอดและนำเสนอมุมมอง
ความคิดผ่านวิธีการทำงานที่เป็นระบบและเยี่ยมยอดของส ตาร์บัค ร้านกาแฟชื่อก้องโลก
(ต้องขอชมผู้แปลหนังสือเล่มนี้ว่าไร้ที่ติจริงๆ) นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมวางมันไม่ลง
จนครบสี่ชั่วโมงกับความหนาจำนวน 285หน้ากระดาษ… เอาล่ะผมขอย้ำอีกครั้งว่า
ไม่ควรมีใคร ที่จะไม่ต้องอ่านหนังสือเล่มนี้…..

….ถ้าคุณอยากรู้จักกาแฟให้ดีขึ้นและอยากมีเสน่ห์เม ื่อเดินเข้าร้านกาแฟ…คุณควรอ่าน
…ถ้าคุณมีลูกหรือเป็นลูก…. คุณยิ่งควรต้องอ่าน
…ถ้าคุณกำลังจะทำอะไรสักอย่าง… คุณน่าจะต้องเริ่มอ่าน
…ถ้าคุณกำลังสับสนกับทัศนคติในตัวคุณๆก็ไม่ควรพลาด ที่จะได้อ่าน
…ถ้าคุณอยากมีความสุขในการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้น ผมคิดว่าคุณน่าจะลองอ่าน
และถ้าคุณยังไม่มีความคิดอะไรอยู่ในหัวเลยแล้วละก็ คุณยิ่งต้องเริ่มอ่านมันซะเดี๋ยวนี้เลย...
“ชีวิตผมรอดได้ด้วย สตาร์บัคส์”

Note…
How Starbucks Save My Life เขียนจากชีวิตจริงของ
ไมเคิล เกทส์ กิลล์ แปลโดย สมลักษณ์ สว่างโรจน์
พิมพ์เป็นภาษาไทยครั้งแรกเมื่อ เดือนตุลาคม 2550
โดยสำนักพิมพ์แสงดาว ราคา 210 บาท

ปัจจุบัน ไมท์เคิล เป็น บาริสต้าอยู่ในร้านกาแฟสตาร์บัค มีความสุขและยังไม่มีโครงการเกษียณตัวเอง

 

ทุนสำหรับร้านกาแฟ

25 มี.ค.

ว่ากันเรื่องทุนและการใช้ไปของทุนกันต่อ ง่าย ๆ สั้น ๆ กระชับๆ ครับ
ไม่มีอะไรซับซ้อน แค่ 4 ข้อเท่านั้น
กองทัพเดินท้อง (ท้องอิ่ม ก็ลุยได้) ฉันท์ใด ธุรกิจก็ต้องเดินด้วยทุนฉันท์นั้น
ทุนคล่องสภาพดี โอกาสเข้าเส้นชัยแบบสบาย ๆ ก็นอนมา ทุนติดขัด
สภาพคล่องรัดตัว อันนี้ก็เหนื่อยนิดเพราะต้องอาศัยการจัดการที่พิสดาร อยู่
สักหน่อย…
สำหรับเรื่องทุน ตามตำราเขาเขียนกันไว้หลายหน้ากระดาษ หลายขั้นตอน
แต่สไตล์ สถานีกาแฟ ขอสรุปสั้นๆ ลองติดตามดูครับ

ทุนสำหรับทำธุรกิจ ในกรณีสำหรับร้านกาแฟสวยๆ สักร้านแบ่งไว้ 4 ก้อนเท่านั้น

ก้อนแรก

ใช้สำหรับการเรียนรู้ หาความรู้ สืบเสาะแสวงหาข้อมูล ทุนก้อนนี้สำคัญมาก
สำหรับผมแล้วสำคัญมากที่สุด เพราะอะไรนะหรือ ลองคิดดูง่าย ๆ เมื่อจะทำอะไรสักอย่างแล้วได้รู้เรื่องราวที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดอะไรจะ เกิดขึ้น… ความเข้าใจ ความมั่นใจ
ความสันทัดและการจัดการที่มีระบบ(รวมทั้งการจัดการทุนที่ดีในข้ออื่น)ก็จะตามมาทันที ต่างจากการไม่รู้อะไรเลย แต่ลงมือทำไปแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น…ก็คงไม่ต้องอธิบาย

ทุนก้อนที่ 2

ทุนสำหรับจัดหาอุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ การตกแต่งสถานที่ ทุนก้อนนี้จะค่อนข้างใหญ่กว่าก้อนอื่น ๆ แต่ก็ถือเป็นสินทรัพย์คงรูปที่มูลค่ายังคงอยู่ครบ จะหายไปบ้างก็เพียงค่าเสื่อมตามกาลเวลาและอายุการใช้งาน  การเตรียมทุนในก้อนนี้จะมีหลักการและความคุ้มค่ามากเมื่อการใช้ไปของทุนก้อนที่ 1 อย่างเต็มที่
(เพราะรู้และเข้าใจนั้นเอง)

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพดังนี้
..เมื่อเข้าใจว่ากลุ่มลูกค้าเป็นใครและมีปริมาณมากน้อยเท่าใดในย่านที่กำลังจะเปิดร้านกาแฟ การตัดสินใจเพื่อเลือกซื้อเครื่องชงดี ๆ ราคาพอเหมาะก็จะเป็นไปอย่างสมเหตุสมผลทันที ลดการเกิดทุนจม หรือลงทุนเกินตัวไปได้อย่างชะงัด……

ทุนก้อนที่ 3

ทุนสำหรับวัตถุดิบ ทุนก้อนนี้ก็บอกคุณสมบัติตัวเองอยู่แล้วว่าสำหรับซื้ อ
สิ่งของเพื่อขาย  ทุนก้อนนี้ค่อนข้างยืดหยุ่นในตัวเอง การจัดการภายในที่ดี
จะทำให้การบริหารทุนก้อนนี้มีประสิทธิภาพและไม่เกิดทุนจม การบริหารทุนก้อนนี้
อาศัยประสบการณ์ของการร้านของเจ้าของเป็นส่วนใหญ่ เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งจะทราบดีว่าอะไรมีการหมุนเวียนอย่างไร การจัดการเรื่องบริหารสต๊อกสินค้าเป็นสิ่งสำคัญสุด
สำหรับทุนก้อนนี้
ทุนก้อนที่ 4

ทุนใช้จ่ายหมุนเวียน จะเรียกว่าทุนเบ็ดเตล็ดหรือทุนสำรองก็ไม่แปลก
จะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับนโยบายร้าน ว่าต้องการให้ถือเงินสดไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินเท่าไหร่ถึงจะลดความเสี่ยงธุรกิจชะงักได้   จริง ๆ แล้วส่วนตัวทุนก้อนนี้ สำหรับร้านกาแฟขอบอกว่าน้อยมาก เพราะเมื่อจัดการเกี่ยวกับทุนก้อนที่ 3 (ทุนหมุนเวียน)ได้ดี  ก้อนที่ 4 นี้แทบไม่จำเป็นเลย

 

การตลาดและมองหาลูกค้าด้วย SMS

25 มี.ค.

ผมทำตลาด(เพิ่มลูกค้าประจำ) ในตลาดสัมมากร จากปกติที่ยอดขายต่อวัน 70-85 แก้ว
เป็น 200แก้ว และถึง 300 แก้วในที่สุดโดยใช้เวลา 3 เดือน ด้วยวิธีการที่ฟังจากวิทยุรายการนึง
แล้วมาลองเล่นดู ได้ผลเกินคาด

รายการวิทยุรายการนั้นบอกว่า ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่มีกลุ่มลูกค้าอยู่จำกัด ในจำนวนที่ไม่สูงมาก
(แค่เรือนพัน) คุณควรทำตลาดแบบเข้าถึง เช่น การใช้โทรศัพท์ การส่งจดหมาย การเข้าพบ…

ผมเลือกวิธีแรก การใช้โทรศัพท์ แบบส่ง SMS (เลียนแบบค่ายมือถือที่ชอบส่งโน่นนี่ให้อ่าน)
แล้วผมจะหาเบอร์โทรจากไหนล่ะ…..แฟนผมตั้งคำถามนี้ ผมบอกคอยดู….(นะเธอ)

วันเสาร์ที่รอคอยก็มาถึง (ผมเปิดร้านเฉพาะวันเสารและวันอาทิตย์เท่านั้น)
ผมเตรียมน้ำพันซ์ไปจำนวนนึง พร้อมใบตอบแบบสอบถามขนาดเท่านามบัตรมีข้อคำถามแค่ 3 ข้อเท่านั้น
คำถามข้อแรก คุณเดินตลาดสัมมากรบ่อยแค่ไหน 1. ทุกสัปดาห์ 2. 2 ครั้งต่อเดือน หรือ 3.แล้วแต่สะดวก
คำถามข้อสอง คุณรู้จักร้านเรา (กาแฟร้านผม) ได้อย่างไร 1. บังเอิญ 2. มีคนแนะนำ
คำถามข้อสาม คุณคิดว่าราคาที่ขายเหมาะสมหรือไม่ เหมาะสม ถูกไป สูงไป
และท้ายของแบบสอบถามให้เขียนชื่อเล่น พร้อมเบอร์มือถือ………….
ผมสมนาคุณด้วยน้ำพันซ์ 1 แก้วต่อ 1แบบสอบถาม ตลอด 3 เดือนผมได้ลูกค้าในมือมากถึง 500 ราย
(ไม่ตอบแบบสอบถามซ้ำ)

และแล้วทุกวันศุกร์ ผมส่งแมสเสจ ว่า “เดินตลาดสัมมากรเสาร์อาทิตย์อย่าลืมแวะกาแฟนายไปรษณ ีย์นะครับ..”

และแล้ววันเสาร์-อาทิตย์ต่อๆมาผมก็มีหน้าที่แค่ สวัสดีครับ ดีใจที่มานะครับ เหมือนเดิมใช่มั้ยครับ…

 

กำไร-ต้นทุนแต่ละแก้ว คิดได้อย่างไร

22 มี.ค.

…เราจะทราบได้อย่างไรว่าต้นทุนกาแฟในแต่ละแก้วหรือกำไรต่อแก้วนั้นเท่าไหร่ คุ้มค่าความคิดที่จะลงทุนหรือไม่ ลองมาคิดตามเรื่องนี้ดูกันครับ

…..เพราะทุกแก้วที่สถานีกาแฟตั้งใจมอบให้ลูกค้า การตวง การชงและสูตรที่แน่นอนงัยครับ จึงได้ทราบได้ว่าต้นทุนคือเท่าไหร่ และกำไรจะเป็นเท่าใด
มาลองศึกษาความเป็นไปได้อย่างง่าย ๆ ตามกรณีข้างล่างนี้นะครับ
1. เงินลงทุนก้อนแรกสัก 100000 บาท (รวมทุกอย่างทั้งค่าอุปกรณ์ ค่าสถานที่ ค่าตกแต่ง) ถือเป็นเงินฝากละกัน
2. สมมติว่ามีค่าเช่า 8000 บาทต่อเดือน
3. ค่าแรงเด็กชงเดือนละ 6000 บาททำงาน(08.00-16.00 น.)
4. ค่าน้ำ ค่าไฟ รวม ๆ 500 บาท
จากข้อ 2-4 คิดเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ (fixcost) เดือนละ 14500 บาท
คำนวณเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ต่อวัน 14500/30= 483 บาท

สมมติว่าขายได้วันละ 50 แก้ว( @ 35 บาท) คิดเป็นเงิน เท่ากับ 50*35= 1,750 บาท
คำนวณเป็นค่าใช้จ่ายผันแปร 1,750*45% = 787 บาท

ป.ล. ค่าใช้จ่ายผันแปรได้แก่ ค่าเมล็ดกาแฟ แก้ว นมสด น้ำเชื่อม ฯลฯ  

รวมแล้วต้นทุนต่อวัน 483(คงที่) +787(ผันแปร)  = 1,270 บาท
กำไรต่อวัน 1,750 1270 = 480 บาท

ลงทุนด้วยเงิน 100000 บาท (ทรัพย์สินคงรูปไม่เปลี่ยนแปลง) ได้เงินตอบแทนวันละ 480 บาท
เดือนละ 480*30 = 14400
ปีละ 14400*12 = 172,800
คิดว่าโอเคมั้ยครับ…..